& Software Engineer Co., Ltd. ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายอะไหล่เครื่องจักร CNC (New Parts) พร้อมศูนย์บริการซ่อมบำรุง (Repair), อัปเกรดระบบ (Retrofit), และดัดแปลงเครื่องจักรครบวงจรด้วยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ
© 2026 SP AUTOMATION & SOFTWARE ENGINEER CO., LTD. All rights reserved.
Back to Knowledge Base
เรียนรู้หลักการและวิธีจัดการปัญหาแบบเจาะลึก โดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ
ปรึกษาปัญหาทางเทคนิค ทำความเข้าใจหลักการทำงานของ Wire Cut EDM เครื่อง Wire Cut EDM (Electrical Discharge Machining) เป็นเทคโนโลยีการตัดเฉือนที่ใช้การกัดกร่อนด้วยประกายไฟฟ้าเพื่อกำจัดเนื้อวัสดุออกจากชิ้นงาน โดยไม่ใช้แรงทางกลโดยตรง ลวดทองเหลืองหรือลวดโมลิบดีนัมจะทำหน้าที่เป็นขั้วไฟฟ้า (electrode) และชิ้นงานเป็นขั้วไฟฟ้าอีกขั้วหนึ่ง เมื่อเกิดช่องว่างระหว่างลวดและชิ้นงานที่เหมาะสม (Gap Voltage) จะเกิดการคายประจุไฟฟ้า (Spark Discharge) ขึ้น ทำให้เกิดการหลอมละลายและระเหยของเนื้อวัสดุออกไป การควบคุมพารามิเตอร์เหล่านี้อย่างแม่นยำคือกุญแจสำคัญในการได้มาซึ่งผิวงานที่ละเอียดและมีความแม่นยำสูง
พารามิเตอร์หลักที่ส่งผลต่อผิวงานใน Wire Cut EDM การทำความเข้าใจและปรับแต่งพารามิเตอร์เหล่านี้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้ได้ผิวงานตามที่ต้องการ ตั้งแต่การตัดหยาบ (Rough Cut) ไปจนถึงการเก็บผิวละเอียด (Skim Cut หรือ Finish Cut)
Was this guide helpful? Share Article
ประเมินอาการเสียและปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญฟรี! บริการซ่อมบอร์ด, เปลี่ยนอะไหล่ (New Part) และดัดแปลงเครื่องจักร ซ่อมจบใน 3 วัน พร้อมรับประกัน 3 เดือน
Test kit after repair No fix, no fee
เวลาเปิดพัลส์ (Pulse ON Time, Ton): ระยะเวลาที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านเพื่อสร้างประกายไฟแต่ละครั้ง
เวลาปิดพัลส์ (Pulse OFF Time, Toff): ระยะเวลาที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน เพื่อให้ของเหลว dielectric ชะล้างเศษวัสดุออกไปและให้พื้นที่เย็นลง
กระแสตัดเฉือน (Machining Current, IP): ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในการสร้างประกายไฟ
แรงดันช่องว่าง (Gap Voltage, SV): แรงดันไฟฟ้าที่ใช้ควบคุมระยะห่างระหว่างลวดและชิ้นงาน
แรงตึงลวด (Wire Tension): แรงดึงที่กระทำต่อลวด เพื่อให้ลวดตรงและมั่นคง
แรงดันน้ำฉีดล้าง (Flushing Pressure): แรงดันของน้ำ dielectric ที่ใช้ฉีดล้างเศษวัสดุออกจากบริเวณตัดเฉือน
ความเร็วลวด (Wire Speed): ความเร็วในการเคลื่อนที่ของลวดผ่านชิ้นงาน
จำนวนรอบการเก็บผิวละเอียด (Number of Skim Cuts): จำนวนครั้งของการตัดซ้ำเพื่อปรับปรุงผิวงาน
เจาะลึกแต่ละพารามิเตอร์และการปรับแต่งเพื่อผิวงานละเอียด
1. เวลาเปิดพัลส์ (Pulse ON Time, Ton) Ton กำหนดระยะเวลาที่ประกายไฟแต่ละครั้งจะสัมผัสกับชิ้นงาน Ton ที่ยาวนานขึ้นจะกำจัดเนื้อวัสดุได้มากและเร็วขึ้น แต่จะทำให้ผิวงานหยาบขึ้น ในทางกลับกัน Ton ที่สั้นลงจะกำจัดเนื้อวัสดุได้น้อยลงและช้าลง แต่ให้ผิวงานที่ละเอียดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
text
CNC Parameter: P_TON
Typical Rough Cut: P_TON = 10-20 (หน่วยไมโครวินาที)
Typical Finish Cut: P_TON = 1-5 (หน่วยไมโครวินาที)เคล็ดลับวิศวกร สำหรับการเก็บผิวละเอียด ให้เริ่มต้นด้วยการลดค่า Ton ลงทีละน้อย ควบคู่ไปกับการเพิ่ม Toff เพื่อให้ได้ผิวงานที่เรียบเนียนที่สุด
2. เวลาปิดพัลส์ (Pulse OFF Time, Toff) Toff คือช่วงเวลาที่ไม่มีการคายประจุไฟฟ้า ทำให้ของเหลว dielectric สามารถไหลเวียนเข้าไปในช่องว่างระหว่างลวดและชิ้นงานเพื่อชะล้างเศษวัสดุที่ถูกกัดกร่อนออกไป และช่วยระบายความร้อน การเพิ่ม Toff จะช่วยลดโอกาสการเกิดลวดขาด (Wire Breakage) และปรับปรุงคุณภาพผิวงานโดยการกำจัดเศษวัสดุได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่จะทำให้เวลาในการตัดเฉือนนานขึ้น
text
CNC Parameter: P_TOFF
Typical Rough Cut: P_TOFF = 20-50 (หน่วยไมโครวินาที)
Typical Finish Cut: P_TOFF = 50-150 (หน่วยไมโครวินาที)ข้อมูลเพิ่มเติม อัตราส่วน Ton/Toff เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาในการปรับแต่ง หาก Ton สั้นและ Toff ยาว ผิวงานจะละเอียดขึ้น แต่กระบวนการจะช้าลง
3. กระแสตัดเฉือน (Machining Current, IP) กระแสไฟฟ้าที่สูงขึ้นจะส่งผลให้พลังงานในแต่ละประกายไฟสูงขึ้น ทำให้สามารถกำจัดเนื้อวัสดุได้ในปริมาณมาก แต่จะสร้างหลุมบ่อ (Crater) บนผิวงานขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ผิวงานหยาบ สำหรับการเก็บผิวละเอียด จำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้าที่ต่ำลงมาก เพื่อลดขนาดของหลุมบ่อและทำให้ผิวงานเรียบเนียนขึ้น
text
CNC Parameter: P_IP
Typical Rough Cut: P_IP = 8-15 (หน่วยแอมแปร์)
Typical Finish Cut: P_IP = 0.5-3 (หน่วยแอมแปร์)
4. แรงดันช่องว่าง (Gap Voltage, SV) Gap Voltage ควบคุมระยะห่างที่เหมาะสมที่สุดระหว่างลวดและชิ้นงาน แรงดันที่สูงขึ้นจะเพิ่มระยะห่างทำให้การชะล้างเศษวัสดุดีขึ้นและลดโอกาสลวดขาด แต่ก็อาจทำให้ความแม่นยำของขนาดลดลงและผิวงานหยาบขึ้นเล็กน้อย การปรับ Gap Voltage ต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพการตัดและคุณภาพผิวงาน
ข้อควรระวัง การตั้งค่า Gap Voltage ต่ำเกินไปอาจทำให้ลวดสัมผัสกับชิ้นงานได้ง่ายขึ้น ก่อให้เกิดการลัดวงจรและลวดขาดได้
5. แรงตึงลวด (Wire Tension) แรงตึงลวดที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ลวดมีความตรงและไม่สั่นสะเทือนในระหว่างการตัดเฉือน หากแรงตึงลวดไม่เพียงพอ ลวดจะสั่น ทำให้เกิดรอยบนผิวงานและลดความแม่นยำของขนาด แต่หากตึงเกินไป อาจทำให้ลวดขาดบ่อยขึ้น
อันตราย! การปรับแรงตึงลวดที่ไม่ถูกต้องเป็นสาเหตุหลักหนึ่งของปัญหาลวดขาดและผิวงานไม่มีคุณภาพ ควรตรวจสอบค่าที่แนะนำจากผู้ผลิตเครื่องจักรเสมอ
6. แรงดันน้ำฉีดล้าง (Flushing Pressure) น้ำ dielectric ที่ถูกฉีดด้วยแรงดันที่เหมาะสมจะช่วยชะล้างเศษวัสดุออกจากช่องว่างการตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันการเกิดการลัดวงจรซ้ำๆ และช่วยระบายความร้อน แรงดันน้ำที่ต่ำเกินไปจะทำให้เศษวัสดุสะสม ส่งผลให้ผิวงานหยาบและลวดขาดง่าย ในขณะที่แรงดันที่สูงเกินไปอาจทำให้ลวดสั่นได้
7. ความเร็วลวด (Wire Speed) ความเร็วในการป้อนลวดมีผลต่อการสึกหรอของลวดและเสถียรภาพของการตัด สำหรับการเก็บผิวละเอียด อาจจำเป็นต้องลดความเร็วลวดลงเล็กน้อยเพื่อลดการสั่นสะเทือนและเพิ่มประสิทธิภาพการชะล้าง
8. จำนวนรอบการเก็บผิวละเอียด (Number of Skim Cuts) เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในการได้ผิวงานที่ละเอียด การตัดหลายรอบ (Multi-Cut Strategy) โดยลดพารามิเตอร์การตัดเฉือนลงทีละน้อยในแต่ละรอบ จะช่วยให้ได้ผิวงานที่เรียบเนียนและแม่นยำยิ่งขึ้น
รอบที่ 1: Rough Cut (ตัดหยาบ) – ใช้ Ton สูง, Toff ต่ำ, กระแสสูง เพื่อกำจัดเนื้อวัสดุส่วนใหญ่อย่างรวดเร็วรอบที่ 2: Semi-Finish Cut (เก็บกึ่งละเอียด) – ลด Ton, เพิ่ม Toff, ลดกระแสลงเล็กน้อย เพื่อปรับปรุงผิวงานและลดรอยหยาบรอบที่ 3: Finish Cut (เก็บละเอียด) – ลด Ton ลงอีก, เพิ่ม Toff, ลดกระแสลงมาก เพื่อให้ได้ผิวงานที่เรียบเนียนรอบที่ 4+ (Skim Cuts): ใช้พารามิเตอร์ที่ต่ำมาก (Ton ต่ำสุด, Toff สูงสุด, กระแสต่ำสุด) เพื่อขจัดชั้น recast layer และปรับปรุงความเรียบของผิวงานให้ถึงระดับไมโครเมตร
กลยุทธ์การปรับพารามิเตอร์เพื่อผิวงานละเอียดพิเศษ เพื่อให้ได้ผิวงานที่ละเอียดที่สุด มักต้องใช้กลยุทธ์การตัดหลายรอบ (Multi-Pass Machining) โดยแต่ละรอบจะใช้พารามิเตอร์ที่แตกต่างกัน
เริ่มต้นจาก Rough Cut: ใช้พารามิเตอร์ที่รุนแรงที่สุดเพื่อกำจัดเนื้อวัสดุส่วนใหญ่ออกไปอย่างรวดเร็ว โดยคำนึงถึงความเร็วเป็นหลักลดความรุนแรงลงในแต่ละรอบ: ในแต่ละรอบ (Skim Cut) ถัดไป ให้ค่อยๆ ลดค่า Ton, กระแส (IP) และ Gap Voltage ลง ในขณะที่เพิ่มค่า Toff และแรงดันน้ำฉีดล้างควบคุมแรงตึงลวด: ตรวจสอบและปรับแรงตึงลวดให้เหมาะสมอยู่เสมอเพื่อป้องกันการสั่นสะเทือนของลวดใช้ลวดคุณภาพสูง: ลวดที่มีคุณภาพสม่ำเสมอจะช่วยให้กระบวนการตัดเฉือนมีเสถียรภาพและได้ผิวงานที่ดีขึ้นรักษาคุณภาพน้ำ Dielectric: น้ำที่สะอาดและมีความต้านทานไฟฟ้า (Resistivity) ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพผิวงาน
ปัญหาทั่วไปและแนวทางการแก้ไขเพื่อคุณภาพผิวงาน
ปัญหา: ผิวงานหยาบเกินไป สาเหตุ: Ton สูงเกินไป, กระแส (IP) สูงเกินไป, จำนวน Skim Cuts น้อยเกินไป, คุณภาพน้ำ Dielectric ต่ำแนวทางแก้ไข: ลด Ton และ IP ลง, เพิ่ม Toff, เพิ่มจำนวน Skim Cuts, ตรวจสอบและเปลี่ยนไส้กรองน้ำ, ตรวจสอบค่าความต้านทานน้ำ
ปัญหา: ลวดขาดบ่อย สาเหตุ: Toff ต่ำเกินไป, แรงดันน้ำฉีดล้างไม่พอ, แรงตึงลวดไม่เหมาะสม, การปนเปื้อนของเศษวัสดุในช่องว่าง, ลวดสึกหรอมากเกินไปแนวทางแก้ไข: เพิ่ม Toff, เพิ่มแรงดันน้ำฉีดล้าง, ปรับแรงตึงลวดให้เหมาะสม, ตรวจสอบและทำความสะอาดหัวฉีดน้ำ, เปลี่ยนลวดใหม่
ปัญหา: ความแม่นยำของขนาดลดลง สาเหตุ: Gap Voltage ไม่เหมาะสม, แรงตึงลวดไม่คงที่, การโก่งตัวของลวด, การชดเชยค่า Offset ลวดไม่ถูกต้องแนวทางแก้ไข: ปรับ Gap Voltage ให้เหมาะสม, ตรวจสอบระบบแรงตึงลวด, ปรับปรุงการหล่อลื่น Guide Roller, ตรวจสอบและปรับค่า Wire Offset ใหม่
การบำรุงรักษาเครื่องจักรที่ส่งผลต่อผิวงาน ระบบน้ำ Dielectric: ตรวจสอบและเปลี่ยนไส้กรองน้ำอย่างสม่ำเสมอ รักษาค่าความต้านทานน้ำ (Resistivity) ให้คงที่ตามที่ผู้ผลิตแนะนำระบบป้อนลวด: ทำความสะอาดและตรวจสอบ Guide Roller, Power Feeder Contact และหัวฉีดน้ำ (Nozzle) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ลวดเคลื่อนที่ได้อย่างราบรื่นระบบกลไก: ตรวจสอบความแม่นยำของแกนเคลื่อนที่ (X, Y, U, V) และระบบขับเคลื่อน เพื่อให้มั่นใจในความแม่นยำของการเคลื่อนที่ระบบไฟฟ้า: ตรวจสอบการเชื่อมต่อสายกราวด์และระบบไฟฟ้าอื่นๆ เพื่อป้องกันปัญหาการคายประจุที่ไม่เสถียรข้อควรจำ การปรับพารามิเตอร์ Wire Cut EDM เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความเข้าใจและประสบการณ์ การเริ่มต้นด้วยค่าที่ผู้ผลิตแนะนำและค่อยๆ ปรับแต่งตามประเภทวัสดุ ความหนา และคุณภาพผิวงานที่ต้องการเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด
การปรับแต่งพารามิเตอร์การตัดเฉือนในเครื่อง Wire Cut EDM เพื่อให้ได้ผิวงานที่ละเอียดนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในหลักการทำงานและผลกระทบของแต่ละพารามิเตอร์ การเรียนรู้และทดลองปรับค่าอย่างเป็นระบบจะช่วยให้วิศวกรและผู้ปฏิบัติงานสามารถควบคุมคุณภาพของชิ้นงานได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงสุด หากท่านประสบปัญหาที่ซับซ้อน หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับการปรับปรุงกระบวนการตัดเฉือนด้วย Wire Cut EDM ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญของ SP Automation ยินดีให้คำปรึกษาทางเทคนิคเพื่อช่วยให้ท่านบรรลุเป้าหมายด้านคุณภาพและประสิทธิภาพ
ปรับ Wire Cut EDM: ผิวงานละเอียด, เทคนิคขั้นสูง (SP Automation) | SP Automation